แบบทดสอบ 1

1.อภิปรายคุณลักษณะของ search engine ของยาฮู กับ search engine ของกูเกิล มาอย่างละเอียด พร้อมเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง search engin

ลักษณะในการทำงานของ Yahoo Search Engine

–               Yahoo ค้นหาไดเรคทอรีหัวข้อตามโครงสร้างตามลำดับชั้นของตัวเองก่อนและให้รายการเหล่านั้น จากนั้น ให้รายการจำนวนหนึ่งจาก search engine ของ AltaVista นี่ทำการค้นหาพร้อมกันสำหรับรายงานที่ตรงกับข้อความค้นหากับ search engine อีกหกหรือเจ็ดราย ผู้ใช้สามารถเชื่อมโยงแต่ละรายการจาก Yahoo (ที่ด้านล่างของเพจผลลัพธ์ค้นหา) เพื่อดูว่าผลลัพธ์จากแต่ละรายของ search engine เหล่านี้

ข้อได้เปรียบสำคัญของ Yahoo search คือถ้าผู้ใช้อยู่ใน Yahoo นี่จะนำไปสู่เว็บไซต์หรือรายการหมวดหมู่ของไซต์ที่สัมพันธ์กับข้อความค้นหา

Search.com ค้นหาดัชนี Info seek ก่อน แต่ให้ผู้ใช้ค้นหา search engine รายใหญ่อื่นด้วยเช่นกัน

Easy Searcher ให้ผู้ใช้เลือกจาก search engine ที่นิยมกันหรือรายการเจาะจงของ search engine หรือฐานข้อมูล เฉพาะในจำนวนของฟิลด์

Yahoo, search.com และ Easy Searcher ทั้งหมดให้ด้วยการเข้าถึงการค้นหา ไซต์พอทัลส่วนใหญ่เสนอกล่องค้นหารายการรวดเร็วที่เชื่อมต่อกับ search engine หลัก

ลักษณะในการทำงานของ Google Search Engine

–               Search Engine จะมีการทำงาน คือ การส่ง Web Crawler หรือ Spider ไปเก็บข้อมูลเว็บไซต์ต่าง ๆ เข้ามาเก็บไว้ในระบบ เพื่อจัดทำเป็นดัชนี (Indexing) การค้นหา และเมื่อผู้ใช้งานค้นหาข้อมูลผ่าน Search Engine ตัวโปรแกรม Search Engine ก็จะทำการประมวลผลด้วยอัลกอลิทึมการจัดอันดับ (Ranking) และนำผลลัพท์จากข้อมูลที่มีอยู่ออกมาแสดงผลให้ผู้ใช้งานได้เห็น

Search Engine (ภาษาไทย: เสิร์ชเอนจิน) เป็นโปรแกรมในการค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ผ่านระบบเว็บไซต์และเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เพื่อเข้าถึงเว็บไซต์ข้อมูลที่ต้องการค้นหา เรียกอย่างเป็นทางการว่า “โปรแกรมช่วยในการสืบค้นข้อมูล” ซึ่ง Search Engine สามารถสืบค้นได้ทั้งข้อความ รูปภาพ สื่อมัลติมิเดีย ภาพเคลื่อนไหว วีดิโอ และข้อมูลอื่น ๆ ได้ตามต้องการ โดยการกรอกคำค้นหา (Keyword) ลงไปในช่องคำค้นหาและคลิกค้นหา Search Engine ก็จะรายงานเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับคำค้นหานั้น ๆ ออกมาแสดงผลให้ผู้ใช้งานได้เห็น ผู้ใช้งานก็จะเลือกอ่าน Title, Description ที่เกี่ยวข้องกับคำค้นหาหรือข้อมูลที่ต้องการและคลิกเข้าสู่เว็บไซต์ข้อมูลเพื่อค้นหาข้อมูลต่อไป

ข้อแตกต่างระหว่าง Search engine ของ Google และ yahoo

–               Yahoo ได้ผลลัพธ์ที่ตรงกว่า Google มาก

–               หน้าแรกของผลลัพธ์ Yahoo สามารถใช้ได้ มากกว่าครึ่ง Google สามารถใช้ได้ ไม่ถึงครึ่ง

–               Google ค้นหาได้รวดเร็วกว่า Yahoo

–               Google มีการใช้งานที่สะดวกและง่ายกว่า Yahoo

2. ให้นักศึกษาวิพากย์ถึงการนำพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร พ.ศ.2540 มาใช้ในการรายงานข่าวให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร (15 คะแนน)

หลังจากการประกาศใช้พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร พ.ศ.2540 สิทธิเสรีภาพของการรายงานข่าวนั้นเปิดกว้างขึ้น สามารถรับรู้ข่าวสารของราชการ จากหน่วยงานต่างๆ ของรัฐได้อย่างเต็มที่ โดยใช้ประโยชน์จาก พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสาร ตาม มาตราที่ 7-13 มีการกำหนดขอบเขตในการใช้สิทธิเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสารและรายงานข่าวสารไว้อย่างชัดเจน

โดยในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ ในระบอบประชาธิปไตย การให้ ประชาชนมีโอกาสกว้างขวางในการได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดำเนินการต่าง ๆ ของรัฐเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อที่ประชาชนจะสามารถแสดงความคิดเห็นและใช้สิทธิทางการเมืองได้โดยถูกต้องกับความเป็นจริง อันเป็นการส่งเสริมให้มีความเป็นรัฐบาลโดยประชาชนมากยิ่งขึ้น สมควรกำหนดให้ประชาชนมีสิทธิได้รู้ข้อมูลข่าวสารของราชการ โดยมีข้อยกเว้นอันไม่ต้องเปิดเผยที่แจ้งชัดและจำกัด เฉพาะข้อมูลข่าวสารที่หากเปิดเผยแล้วจะเกิดความเสียหายต่อประเทศชาติหรือต่อประโยชน์ที่สำคัญ ของเอกชน ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาระบอบประชาธิปไตยให้มั่นคงและจะยังผลให้ประชาชนมีโอกาสรู้ถึ สิทธิหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะปกปักรักษาประโยชน์ของตนได้อีกประการหนึ่งด้วย ประกอบ กับสมควรคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสารของราชการไปพร้อมกัน

3. ให้อภิปรายถึงผลกระทบต่อการใช้คอมพิวเตอร์ในประเทศไทยภายหลังจากที่มีพระราชบัญญติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 (20 คะแนน)

สาระสำคัญของกฏหมาย กฏหมายฉบับนี้ ได้มีการกำหนดฐานความผิดนั้น ครอบคลุมถึงการกระทำความผิดที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ในลักษณะต่างๆ ที่กระทบต่อ ความลับ (Confidentiality), ความครบถ้วน (Integrity) และ สภาพพร้อมใช้งาน (Availability) ของระบบคอมพิวเตอร์และข้อมูลคอมพิวเตอร์ เช่น การเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ (มาตรา 5) การล่วงรู้มาตรการป้องกันการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ (มาตรา 6) การเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ (มาตรา 7) การดักรับข้อมูลคอมพิวเตอร์ (มาตรา 8) การรบกวนระบบคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์ (มาตรา 9 และมาตรา 10) การรบกวนระบบคอมพิวเตอร์และข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ และการบริการสาธารณะ (มาตรา 12) การเผยแพร่ชุดคำสั่งชั่วร้ายที่ใช้ในการกระทำความผิดตามมาตราก่อนหน้านี้(มาตรา 13) การเผยแพร่เนื้อหาอันไม่เหมาะสมหรือเป็นเท็จ รวมทั้งข้อมูลคอมพิวเตอร์คอมพิวเตอร์อันลามกทั้งหลาย และได้มีการบัญญัติเพิ่มเติมความผิดเกี่ยวกับสแปมเมล์ (Spam mail) (มาตรา 11 )

กล่าวได้ว่ากฏหมายฉบับนี้มีผลกระทบต่อสังคมสารสนเทศของประเทศไทยในระดับหนึ่ง ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสําคัญในแวดวงไอทีที่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทุกคนควรให้ความสนใจศึกษารายละเอียดของกฏหมายฉบับนี้ตลอดจนการเตรียมตัวและปรับตัวให้องค์กรปฏิบัติตามกฏหมาย เช่น ไม่ส่งต่อจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Forward Email) ที่มีเนื้อหาใจความที่ไม่เหมาะสม หรือการจดเก็บ Log ไว้ไม่ตํ่ากว่า 90 วัน เป็นต้น การเติบโตของสังคมแหล่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้มีความจําเป็นต้องมีกฏหมายเฉพาะทางดังเช่น กฏหมายว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่ใช้เวลาในการพัฒนาร่างกฎหมายถึง 9 ปะเต็ม เพื่อที่จะทําให้การใช้งานระบบสารสนเทศ รวมถึงระบบอินเทอร์เน็ต มีความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยมากขึ้นอันจะส่งผลถึงการพัฒนาเศษฐกิจและสังคมของประเทศไทยในอนาคต

4. นักศึกษาอภิปรายถึงเครื่องมือที่อยู่บนอินเตอร์เน็ตที่สามารถนำมาทำการสืบค้นหาข้อมูลประกอบการรายงานข่าวมาให้เข้าใจ (20 คะแนน)

เลือกเครื่องมือในการสืบค้นทางอินเทอร์เน็ตที่เหมาะสม

เมื่อตัดสินใจว่าจะใช้อินเทอร์เน็ตสำหรับการสืบค้นในงาน ขั้นตอนต่อมาจะเป็นการเลือกว่าจะใช้เครื่องมือสืบค้นแบบใด โดยปกติการสืบค้นทางอินเทอร์เน็ตจะเป็นการสืบค้นโดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Search engine เพียงแค่พิมพ์คำที่ต้องการสืบค้น หรือ Key Word ลงในช่องที่เรียกว่า Search Box แล้วกดปุ่ม Enter ระบบจะแสดงข้อมูลออกมา แต่หลักการทำงานของเครื่องมือสืบค้นนี้จะแตกต่างกัน ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ

1.     Search engines

เป็นเครื่องมือการสืบค้นที่ใช้โปรแกรมอัตโนมัติ เรียกว่า Spider หรือ Robot ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับเว็บไซต์ในอินเทอร์เน็ตมาเก็บไว้ในฐานข้อมูล ทำให้ฐานข้อมูลมีขนาดใหญ่ แสดงผลลัพธ์จากการสืบค้นได้มาก ดังนั้น จึงเหมาะสมสำหรับการสืบค้นที่ต้องการข้อมูลแบบทั่ว ๆ ไป

Search engines ที่นิยมและเป็นที่รู้จักกันดี เช่น Yahoo! Search , Google MSN Search และ Ask เป็นต้น

2.     Meta-search engines

สืบค้นโดยการเชื่อมโยงการค้นจากหลาย ๆ Search Engine แล้วแสดงผลลัพธ์ออกมาในมาตรฐานเดียวกัน การแสดงผลมักจะอ้างอิงถึงที่มาของ Search Engineนั้นๆ การสืบค้นด้วย Meta-search engines จึงทำให้เราไม่ต้องเสียเวลาในการสืบค้นSearch Engine ทีละแหล่ง ดังนั้น จึงเหมาะสมกับการสืบค้นที่ต้องการสืบค้นจากหลาย ๆ แหล่งสืบค้นในเวลาเดียวกัน

Meta-search engines ที่นิยม เช่น Dog pile), Crusty) และ Meta Crawler เป็นต้น

3.     Subject directories

ลักษณะของข้อมูลจะถูกคัดแยกออกมาเป็นหมวดหมู่และจัดแบ่งแยกเว็บไซต์ต่างๆ ออกเป็นประเภทๆ  โดยแต่ละเว็บจะถูกจัดให้อยู่ในหมวดที่เหมาะสมโดยใช้คนทำ ซึ่งแตกต่างจากระบบการดึงข้อมูลของ Search Engine ที่ใช้ Spider หรือ Robot ทำให้ปริมาณข้อมูลใน Search Directories อาจไม่ครอบคลุมทุกเว็บไซต์ที่มีในอินเตอร์เน็ตเหมือนผลลัพธ์ที่ได้จาก Search Engine โดยเฉพาะในกรณีที่เราต้องการหาข้อมูลที่เป็นหมวดใหญ่ ๆ ดังนั้น การใช้ Subject directories จึงเหมาะสมกับการสืบค้นที่รู้ว่าเรื่องที่ค้นนั้นอยู่ในหมวดหมู่ใด

Subject directories ที่นิยม เช่น Google directory dmoz – Open Directory Project Sanook สารบัญเว็บไทย

5.ให้อภิปรายถึงคุณประโยชน์ของการนำเอาโปรแกรม Excels มาใช้ในการจัดเตรียมข้อมูลโดยสังเขป (15 คะแนน)

ในการจัดเตรียมข้อมูลโดยใช้โปรแกรม Excel เพื่อให้ได้ประโยชน์และประสิทธิภาพ

Office Excel 2007 มีส่วนติดต่อผู้ใช้ Microsoft Office Fluent ที่จะช่วยให้คุณค้นหาเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพเมื่อคุณต้องการใช้ได้

ค้นหาเครื่องมือที่คุณต้องการเมื่อจำเป็นต้องใช้โดยใช้ส่วนติดต่อผู้ใช้ Office Fluent ที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ใน Office Excel 2007 โปรแกรม Office Excel 2007 จะแสดงคำสั่งที่เหมาะสมทันที ไม่ว่าจะเป็นการสร้างตารางหรือการเขียนสูตร โดยขึ้นอยู่กับงานที่คุณต้องการทำ

นำเข้า, จัดเรียง และค้นหาชุดข้อมูลจำนวนมากภายในกระดาษคำนวณที่ขยายขึ้นอย่างมากทำงานกับข้อมูลจำนวนมากใน Office Excel 2007ซึ่งรองรับกระดาษคำนวณซึ่งมีมากถึง 1 ล้านแถวและ 16,000 คอลัมน์ นอกจากนั้น Office Excel 2007 ยังสนับสนุนแพลตฟอร์มตัวประมวลผลแบบมัลติคอร์เพื่อการคำนวณสูตรกระดาษคำนวณที่รวดเร็วขึ้น

ใช้กลไกการสร้างแผนภูมิที่ออกแบบใหม่ทั้งหมดของ Office Excel 2007 ซึ่งจะช่วยให้คุณสื่อสารการวิเคราะห์ในแผนภูมิที่มีรูปลักษณ์แบบมืออาชีพสร้างแผนภูมิที่มีลักษณะเป็นมืออาชีพอย่างรวดเร็วด้วยเพียงไม่กี่คลิก โดยใช้เครื่องมือสร้างแผนภูมิในส่วนติดต่อผู้ใช้ Office Fluent นำการเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับการแสดงภาพที่หลากหลายไปใช้กับแผนภูมิของคุณ เช่น ลักษณะพิเศษ 3 มิติ, การแรเงาแบบจาง และความโปร่งใส สร้างและโต้ตอบกับแผนภูมิด้วยวิธีเดียวกันนี้ได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงโปรแกรมประยุกต์ที่คุณใช้อยู่ เนื่องจากกลไกการสร้างแผนภูมิของ Office Excel 2007 จะเหมือนกับใน Microsoft Office Word 2007 และ Microsoft Office PowerPoint 2007

พบการสนับสนุนการทำงานกับตารางที่มีประสิทธิภาพและดียิ่งขึ้น

สร้าง จัดรูปแบบ ขยาย และอ้างอิงถึงตารางภายในสูตร เนื่องจาก Office Excel 2007 ได้พัฒนาการสนับสนุนตารางที่ปรับปรุงขึ้นอย่างมาก เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลที่อยู่ในตารางขนาดใหญ่ Office Excel 2007 จะคงส่วนหัวของตารางให้อยู่ในหน้าจอในขณะที่คุณเลื่อนดูข้อมูล

สร้างและทำงานกับมุมมอง PivotTable อย่างง่ายดาย

มุมมอง PivotTable ทำให้คุณสามารถไปยังข้อมูลของคุณอีกครั้งได้อย่างรวดเร็วเพื่อตอบคำถามที่หลากหลาย ค้นหาคำตอบที่คุณต้องการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น รวมทั้งสร้างและใช้มุมมองPivotTable ได้สะดวกยิ่งขึ้นโดยการลากเขตข้อมูลที่คุณต้องการให้ปรากฏ

6. ให้นักศึกษาบรรยายถึงระบบสารสนเทศโดยจำแนกตามระบบที่มีอยู่ในปัจจุบันว่า มีอยู่กี่ระบบ มีลักษณะเป็นอย่างไร (15 คะแนน)

                     ระบบสารสนเทศ (Information system) หมายถึง ระบบที่ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ได้แก่ ระบบคอมพิวเตอร์ทั้งฮาร์ดแวร์  ซอฟท์แวร์  ระบบเครือข่าย  ฐานข้อมูล  ผู้พัฒนาระบบ ผู้ใช้ระบบ  พนักงานที่เกี่ยวข้อง และ ผู้เชี่ยวชาญในสาขา  ทุกองค์ประกอบนี้ทำงานร่วมกันเพื่อกำหนด  รวบรวม จัดเก็บข้อมูล  ประมวลผลข้อมูลเพื่อสร้างสารสนเทศ และส่งผลลัพธ์หรือสารสนเทศที่ได้ให้ผู้ใช้เพื่อช่วยสนับสนุนการทำงาน การตัดสินใจ  การวางแผน  การบริหาร การควบคุม  การวิเคราะห์และติดตามผลการดำเนินงานขององค์กร (สุชาดา กีระนันทน์, 2541)

องค์ประกอบของระบบสารสนเทศคือ ฮาร์ดแวร์, ซอฟต์แวร์, มนุษย์, กระบวนการ, ข้อมูล, เครือข่าย

ระบบสารสนเทศนั้นจะประกอบด้วย

ข้อมูล (Data) หมายถึง ค่าของความจริงที่ปรากฏขึ้น โดยค่าความจริงที่ได้จะนำมาจัดการปรับแต่งหรือประมวลผลเพื่อให้ได้สารสนเทศที่ต้องการ

สารสนเทศ (Information) คือ กลุ่มของข้อมูลที่ถูกตามกฎเกณฑ์ตามหลักความสัมพันธ์ เพื่อให้ข้อมูลเหล่านั้นมีประโยชน์และมีความหมายมากขึ้น

การจัดการ (Management) คือ การบริหารอย่างเป็นระบบ เป็นการกำหนดเป้าหมายและทิศทางการจัดการขององค์กรนั้น ซึ่งต้องมีการวางแผน กำหนดการ และจัดการทรัพยากรภายในองค์กร เพื่อให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ขององค์กรนั้นๆ

ประเภทของระบบสารสนเทศ

ปัจจุบันจะเห็นความสัมพันธ์ระหว่างองค์กร กับระบบสารสนเทศ และเทคโนโลยีสารสนเทศชัดเจนมากขึ้น  และเนื่องจากการบริหารงานในองค์กรมีหลายระดับ  กิจกรรมขององค์กรแต่ละประเภทอาจจะแตกต่างกัน  ดังนั้นระบบสารสนเทศของแต่ละองค์กรอาจแบ่งประเภทแตกต่างกันออกไป

(สุชาดา กีระนันทน์, 2541)

ถ้าพิจารณาจำแนกระบบสารสนเทศตามการสนับสนุนระดับการทำงานในองค์กร   จะแบ่งระบบสารสนเทศได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้ (Laudon & Laudon, 2001)

1.     ระบบสารสนเทศสำหรับระดับผู้ปฏิบัติงาน (Operational – level systems)   ช่วยสนับสนุนการทำงานของผู้ปฏิบัติงานในส่วนปฏิบัติงานพื้นฐานและงานทำรายการต่างๆขององค์กร เช่นใบเสร็จรับเงิน รายการขาย การควบคุมวัสดุของหน่วยงาน เป็นต้น วัตถุประสงค์หลักของระบบนี้ก็เพื่อช่วยการดำเนินงานประจำแต่ละวัน และควบคุมรายการข้อมูลที่เกิดขึ้น

2.     ระบบสารสนเทศสำหรับผู้ชำนาญการ (Knowledge-level systems) ระบบนี้สนับสนุนผู้ทำงานที่มีความรู้เกี่ยวข้องกับข้อมูล   วัตถุประสงค์หลักของระบบนี้ก็เพื่อช่วยให้มีการนำความรู้ใหม่มาใช้ และช่วยควบคุมการไหลเวียนของงานเอกสารขององค์กร

3.      ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหาร (Management – level systems) เป็นระบบสารสนเทศที่ช่วยในการตรวจสอบ   การควบคุม การตัดสินใจ และการบริหารงานของผู้บริหารระดับกลางขององค์กร

4.     ระบบสารสนเทศระดับกลยุทธ์ (Strategic-level system)   เป็นระบบสารสนเทศที่ช่วยการบริหารระดับสูง ช่วยในการสนับสนุนการวางแผนระยะยาว หลักการของระบบคือต้องจัดความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมภายนอกกับความสามารถภายในที่องค์กรมี เช่นในอีก 5 ปีข้างหน้า องค์กรจะผลิตสินค้าใด

สุชาดา กีระนันทน์ (2541)และ Laudon & Laudon (2001) ได้แบ่งประเภทของระบบสารสนเทศที่สนับสนุนการทำงานของผู้ปฏิบัติงาน/ผู้บริหารระดับต่างๆไว้ ดังนี้

1.     ระบบประมวลผลรายการ (Transaction Processing Systems – TPS)  เป็นระบบที่ทำหน้าที่ในการปฏิบัติงานประจำ ทำการบันทึกจัดเก็บ  ประมวลผลรายการที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน  โดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์ทำงานแทนการทำงานด้วยมือ  ทั้งนี้เพื่อที่จะทำการสรุปข้อมูลเพื่อสร้างเป็นสารสนเทศ  ระบบประมวลผลรายการนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นระบบที่เชื่อมโยงกิจการกับลูกค้า ตัวอย่าง เช่น ระบบการจองบัตรโดยสารเครื่องบิน  ระบบการฝากถอนเงินอัตโนมัติ เป็นต้น  ในระบบต้องสร้างฐานข้อมูลที่จำเป็น  ระบบนี้มักจัดทำเพื่อสนองความต้องการของผู้บริหารระดับต้นเป็นส่วนใหญ่เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานประจำได้  ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักจะอยู่ในรูปของ รายงานที่มีรายละเอียด  รายงานผลเบื้องต้น

2.     ระบบสำนักงานอัตโนมัติ (Office Automation Systems- OAS) เป็นระบบที่สนับสนุนงานในสำนักงาน หรืองานธุรการของหน่วยงาน ระบบจะประสานการทำงานของบุคลากรรวมทั้งกับบุคคลภายนอก หรือหน่วยงานอื่น ระบบนี้จะเกี่ยวข้องกับการจัดการเอกสาร โดยการใช้ซอฟท์แวร์ด้านการพิมพ์ การติดต่อผ่านระบบไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้นผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของเอกสาร กำหนดการ สิ่งพิมพ์

3.     ระบบงานสร้างความรู้  (Knowledge Work Systems – KWS) เป็นระบบที่ช่วยสนับสนุน

บุคลากรที่ทำงานด้านการสร้างความรู้เพื่อพัฒนาการคิดค้น สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ  บริการใหม่ ความรู้ใหม่เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในหน่วยงาน  หน่วยงานต้องนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาสนับสนุนให้การพัฒนาเกิดขึ้นได้โดยสะดวก สามารถแข่งขันได้ทั้งในด้านเวลา คุณภาพ และราคา  ระบบต้องอาศัยแบบจำลองที่สร้างขึ้น  ตลอดจนการทดลองการผลิตหรือดำเนินการ ก่อนที่จะนำเข้ามาดำเนินการจริงในธุรกิจ  ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของ สิ่งประดิษฐ์  ตัวแบบ  รูปแบบ เป็นต้น

4.     ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ  (Management Information Systems- MIS) เป็นระบบสารสนเทศสำหรับผู้ปฏิบัติงานระดับกลาง ใช้ในการวางแผน การบริหารจัดการ และการควบคุม ระบบจะเชื่อมโยงข้อมูลที่มีอยู่ในระบบประมวลผลรายการเข้าด้วยกัน เพื่อประมวลและสร้างสารสนเทศที่เหมาะสมและจำเป็นต่อการบริหารงาน ตัวอย่าง เช่น ระบบบริหารงานบุคลากร ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของรายงานสรุป รายงานของสิ่งผิดปกติ

5.     ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ  (Decision Support Systems – DSS)  เป็นระบบที่ช่วยผู้บริหารในการตัดสินใจสำหรับปัญหา หรือที่มีโครงสร้างหรือขั้นตอนในการหาคำตอบที่แน่นอนเพียงบางส่วน  ข้อมูลที่ใช้ต้องอาศัยทั้งข้อมูลภายในกิจการและภายนอกกิจการประกอบกัน  ระบบยังต้องสามารถเสนอทางเลือกให้ผู้บริหารพิจารณา เพื่อเลือกทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสถานการณ์นั้น  หลักการของระบบ สร้างขึ้นจากแนวคิดของการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยการตัดสินใจ โดยให้ผู้ใช้โต้ตอบโดยตรงกับระบบ ทำให้สามารถวิเคราะห์ ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขและกระบวนการพิจารณาได้ โดยอาศัยประสบการณ์ และ ความสามารถของผู้บริหารเอง  ผู้บริหารอาจกำหนดเงื่อนไขและทำการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขต่างๆ ไปจนกระทั่งพบสถานการณ์ที่เหมาะสมที่สุด แล้วใช้เป็นสารสนเทศที่ช่วยตัดสินใจ  รูปแบบของผลลัพธ์ อาจจะอยู่ในรูปของ รายงานเฉพาะกิจ  รายงานการวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจ  การทำนาย หรือ พยากรณ์เหตุการณ์

6.     ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหารระดับสูง (Executive Information System – EIS) เป็นระบบที่สร้างสารสนเทศเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้บริหารระดับสูง ซึ่งทำหน้าที่กำหนดแผนระยะยาวและเป้าหมายของกิจการ สารสนเทศสำหรับผู้บริหารระดับสูงนี้จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลภายนอกกิจกรรมเป็นอย่างมาก   ยิ่งในยุคปัจจุบันที่เป็นยุค Globalization ข้อมูลระดับโลก แนวโน้มระดับสากลเป็นข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการแข่งขันของธุรกิจ ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของการพยากรณ์/การคาดการณ์

ถึงแม้ว่าระบบสารสนเทศจะมีหลายประเภท แต่องค์ประกอบที่จำเป็นของระบบสารสนเทศทุกประเภท ก็คือต้องประกอบด้วยกิจกรรม 3 อย่างตามที่ Laudon & Laudon (2001) ได้กล่าวไว้ คือ ระบบต้องมีการนำเข้าข้อมูล การประมวลผลข้อมูล และการแสดงผลลัพธ์ของข้อมูล

สุชาดา  กีระนันทน์ (2541) สรุปไว้ว่า การพัฒนาระบบสารสนเทศในองค์กรนั้นเป็นสิ่งท้าทายผู้บริหารเป็นอย่างมาก การที่จะพัฒนาระบบสารสนเทศขึ้นในหน่วยงานเป็นสิ่งที่ผู้บริหารและผู้รับผิดชอบการพัฒนาระบบ ต้องร่วมกันตัดสินใจอย่างรอบคอบ เพราะการนำระบบสารสนเทศมาใช้อาจจะกระทบต่อกระบวนการดำเนินงานและการบริหารที่เป็นอยู่ หรืออาจจะมีผลก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์กร

เอกสารอ้างอิง

สุชาดา  กีระนันทน์.  (2541).  เทคโนโลยีสารสนเทศสถิติ: ข้อมูลในระบบสารสนเทศ.  กรุงเทพฯ:

โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s